Custom Search

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร ประวัติ ททท./เที่ยวทั่วไทย ไปได้ทุกเดือน












ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร ประวัติ ททท.

การส่งเสริมการท่องเที่ยว เกิดขึ้นโดยพระดำริของพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ครั้งทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการรถไฟ ได้มีการส่งเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองไทยไปเผยแพร่ในสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ. 2467 ได้มีการจัดตั้งแผนกโฆษณาของการรถไฟขึ้น ทำหน้าที่รับรอง และ ให้ความสะดวก แก่นักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาประเทศไทย รวมทั้งการโฆษณาเผยแพร่ประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักของชาวต่างประเทศ มีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรมรถไฟ เชิงสะพานนพวงศ์ ต่อมาได้ย้ายมาตั้งที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคม งานด้านส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้ย้ายไปอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ และคมนาคมด้วย แต่ยังคงทำงานร่วมกับกรมรถไฟ มีสำนักงานตั้งที่ถนนเจริญกรุง หน้าไปรษณีย์กลาง

การส่งเสริมการท่องเที่ยวได้เริ่มขึ้นอย่างชัดเจนใน พ.ศ. 2479 เมื่อ กระทรวงเศรษฐการ เสนอโครงการบำรุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศสยามต่อคณะรัฐมนตรี โดยเสนอแผนและวัตถุประสงค์ของการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 3 ประการ คือ

1. งานโฆษณาชักชวนนักท่องเที่ยว

2. งานรับรองนักท่องเที่ยว

3. งานบำรุงสถานที่ท่องเที่ยวและที่พัก

ในการเสนอโครงการนี้ กระทรวงเศรษฐการได้เสนอให้จัดเป็นรูปของสมาคมการท่องเที่ยว คณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2479 มีมติรับหลักการของการบำรุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ไม่รับหลักการในการจัดตั้งให้เป็นรูปสมาคม ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ดำเนินงานโดยให้กระทรวงเศรษฐการ เป็นเจ้าของเรื่อง กระทรวงเศรษฐการได้มอบงานนี้ให้กรมพาณิชย์ เป็นผู้จัดทำเพราะกรมพาณิชย์มีแผนกส่งเสริมพาณิชย์ และท่องเที่ยวอยู่กระทรวงเศรษฐการได้ดำเนินการเรื่องนี้ต่อมาจนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น และสำนักงานถูกระเบิด จึงเลิกกิจการไปชั่วคราว

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2492 คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นควรปรับปรุงหน่วยงานท่องเที่ยวขึ้นใหม่ จึงได้มีมติให้กรมโฆษณา การยกร่างโครงการปรับปรุงหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ในการประชุม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2492 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้กรมโฆษณาการพิจารณาส่งเสริมการท่องเที่ยว กรมโฆษณาการได้ทำความตกลงกับกระทรวงเศรษฐการ ซึ่งในสมัยนั้นมีชื่อว่า กระทรวงพาณิชย์และคมนาคม ขอโอนกิจการส่งเสริมการท่องเที่ยว จากกระทรวงพาณิชย์และคมนาคมมาอยู่กับกรมโฆษณาการ สำนักนายกรัฐมนตรี และให้เรียกส่วนงานนี้ว่า "สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยว" ใช้งบประมาณของกรมโฆษณาการเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายของสำนักงานนี้ ต่อมากรมโฆษณาการได้พิจารณาเห็นว่ากิจการส่งเสริมการท่องเที่ยวกำลังตื่นตัวในประเทศไทยมาก จึงได้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวให้มีฐานะเทียบเท่ากอง เรียกว่า "สำนักงานท่องเที่ยว" โดยพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการกรมโฆษณาการในสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2493

ใน พ.ศ. 2501 เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไปพักรักษาตัวอยู่ ณ โรงพยาบาลวอลเตอร์รีด สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษากิจการท่องเที่ยวด้วยความสนใจ และได้ดำริที่จะส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศอย่างจริงจัง ในปีต่อมาเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาจัดแบ่งส่วนราชการ กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2502 โดยตัด "สำนักงานท่องเที่ยว" ออก แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นองค์การอิสระ เรียกว่า "องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย"มีชื่อย่อว่า "อ.ส.ท."โดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502

ในระยะแรกสถานที่ทำการขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้อาศัย อาคารของกรมประชาสัมพันธ์เป็นสำนักงาน ต่อมาได้ย้ายมาเปิดดำเนินงาน ณ สำนักงานถนนศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2503 ได้ประกอบพิธีเปิด "องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย" เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2503

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว พ.ศ. 2502 นั้น มีหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ขยายตัวอย่างกว้างขวางรวดเร็ว จำเป็นต้องปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ อ.ส.ท. ให้มีขอบเขตการปฏิบัติงานกว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งในด้านการพัฒนา อนุรักษ์ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว และ การส่งเสริมเผยแพร่ จึงได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อให้ หน่วยงานการท่องเที่ยวของรัฐ มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบในการพัฒนาส่งเสริมเผยแพร่ และ ดำเนินกิจการ เพื่อเป็นการริเริ่มให้มีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนคุ้มครองให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวด้วย สภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งทำหน้าที่รัฐสภาในการประชุมครั้งที่ 41 วันศุกร์ที่ 20 เมษายน 2522 ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ แล้วปรากฏว่า ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบธุรกิจ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ผ่านการพิจารณา ส่วนพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ผ่านการพิจารณาประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 96 ตอนที่ 72 วันที่ 4 พฤษภาคม 2522 จัดตั้ง "การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย" ขึ้น มีชื่อย่อว่า "ททท."


วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อำเภอปาย แม่ฮ่องสอน /เที่ยวทั่วไทย ไปได้ทุกเดือน / yayakungc9

อำเภอปาย แม่ฮ่องสอน

ปาย เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านเป็นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด เมืองเล็กๆแห่งนี้มักปกคลุมด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ ปายได้ดึงดูดนักเดินทางรวมทั้งตัวผมเองให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้ ช่วงที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว คือ ปลาย พ.ย. ถึง มี.ค. อากาศดีมาก

ข้อมูลเพิ่มเติม จากทริปล่าสุด หลังน้ำท่วมใหญ่ที่ปาย สองรอบในปลายปี 48 นี้ ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า 30 ปีจะมีสักครั้ง แต่ปี 48 โดนไปถึงสองครั้งติดๆกัน ที่ราบบางตอนน้ำท่วมถึงเอวทีเดียว น้ำเริ่มเปลี่ยนทิศทาง เอากองดินเลนและตะกอนมาจำนวนมาก ทางการกำลังเตรียมขุดล่องน้ำและรีบทำให้กลับสู่สภาพเดิมในปี48-49 นี้

ถึงกระนั้นก็ตามล่าสุด พ.ย.48 นี้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติก็ไม่น้อยลงเลยแต่กลับมาเที่ยวมากขึ้นทั้งรายใหม่และรายเก่า มีรีสอร์ทกำลังสร้างใหม่เป็นจำนวนมากเพื่อรอรับนักท่องเที่ยว

อำเภอปายตั้งอยู่ในจังหวัด แม่ฮ่องสอน เป็นเมืองก่อนประวัติศาสตร์ที่มีคนตั้งถิ่นฐาน เป็นเมืองเก่าแก่ สำคัญสมัย ล้านนา แต่เดิมตั้งอยู่ท ี่ตำบลเวียงเหนือเป็นเมืองเก่าแก่มาช้านาน ในสมัยราชวงศ์มังราย ซึ่งมีเมืองเชียงใหม่ เป็น ศูนย์กลาง ต่อมาอำเภอปาย ได้ร้างไปพร้อมกับเมืองเชียงใหม่ เมืองปายได้ฟื้นฟูเป็นหมู่บ้านและพัฒนาเป็น อำเภอ ปายโดยมีผู้คนหลายกลุ่มชาติพันธุ์อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ ตามประวัติความเป็นมาอณาจักรล้านนาเรียกอำเภอปายว่า "บ้านดอน" ทั้งนี้เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่บนดอนมีป่าไม้ไผ่ล้อมรอบ มีแม่น้ำไหลผ่าน 2 สาย คือ แม่น้ำปายและแม่น้ำเมือง และมี มีหลักฐานว่า เจ้าเมืองคนแรกคือ ขุนส่างปายและในสมัย พระเจ้าโหตรประเทศ พระราชาธิบดี เจ้าผู้ครองนคร เชียงใหม่ ส่ง เจ้าแก้วเมือง ออกสำรวจชายแดน ได้พบว่าภูมิประเทศน่าสนใจ จึงแนะนำให้ขุนส่างปาย ย้ายเมืองมา ตั้งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปายเพราะที่ราบกว้างขวาง ผู้คนจึงเรียกเมืองใหม่ ว่า เวียงใต้ ส่วนเมืองเก่าเรียกว่า เวียงเหนือ

ปัจจุบันอำเภอปายมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ วัดกลาง น้ำตกหมอแปง หมู่บ้านกะเหรรี่ยงแม่ปิง วัดน้ำฮู เจดีย์พระธาตุแม่เย็น น้ำตกแม่เย็น โป่งน้ำร้อนท่าปาย กองแลน สะพานประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ห้วยจอกหลวง โป่งน้ำร้อนเมืองแปง เป็นต้น




















วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

หาดเทียน

หาดเทียนทะเล

ท่องเที่ยวไทยกลับมาอีกแล้วครับ คราวนี้ท่องเที่ยวไทยมีแหล่งท่องเที่ยวของ อำเภอสัตหีบ มาแนะนำครับเพื่อแนะนำการท่องเที่ยวไทยให้คนไทยได้ไปเที่ยวไทยกันมาก ๆ ครับเงินทองจะได้หมุนเวียนอยู่ในประเทศไทยครับ

คราวนี้ท่องเที่ยวไทยขอแนะนำหาดเทียนทะเลครับ หาดเทียนทะเลตั้งอยู่ที่ ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ครับ เป็นชายหาดที่สวยครับ สะอาด และน้ำทะเลใสครับ

ท่องเที่ยวสัตหีบ ที่หาดเทียนทะเล

หาดเทียนทะเล เป็นหาดทรายสลับโขดหินพื้นที่ยาวประมาณ 900 เมตร เป็นหาดทรายที่สามารถ

ชมวิวได้ในมุมกว้าง และได้เห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่สวยที่สุด จากจุดชมวิวริมหาดแห่งหนึ่งของสัตหีบ

มีพันธ์ไม้ทะเลหลากหลายชนิดให้ศึกษาและมีหน้าผารูปทรงแปลกตา และการจัดร้านให้บริการเครื่องดื่ม

ได้อย่างสวยงามกลมกลืนบรรยากาศและ " เรือนโพธิทะเล " อเนกประสงค์สามารถจัดงานเลี้ยงสังสรรค์

ได้ถึง 50 ท่านและหาดเทียนทะเลแห่งนี้มีร่มเงาของต้นสนให้ท่านได้พักผ่อน มีเตียงผ้าใบบริการสำหรับ

ท่านที่ต้องการนอนพักผ่อนเพียงตัวละ 10 บาท และมี เรือคยัคให้เช่าชั่วโมงละ 80-100 บาทเท่านั้น

ลักษณะของการท่องเที่ยว น่าจะเป็นการท่องเที่ยวในรูปแบบ การปิคนิคพักผ่อนของครอบครัว

เพราะชายหาดแห่งนี้เป็น ชายหาดสลับโขดหินซึ่งมองดูแปลกตาและไม่เหมาะกับการเล่นน้ำเพราะอาจ

เล่นน้ำได้เพียงบางช่วงของหาดเท่านั้น แต่หาดนี้เหมาะกับการปิคนิคสังสรรค์พักผ่อนของคุณและ

ครอบครัวซึ่งมีร้านอาหาร บริการอาหารและเครื่องดื่มพร้อมสรรพหรืออยากออกกำลังโดยการเช่าเรือ

พายก็น่าจะเรียกเหงื่อได้ดี และหาดนี้เท่าที่สัมผัสสามารถนั่งได้ทั้งวันเพราะร่มรื่น และอากาศดีมาก

สถานที่แห่งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่งกองทัพเรือ

เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ และคอยให้บริการท่านอยู่ที่หาดเทียนทะเลแห่งนี้ครับ.

คำแนะนำ จากนโยบายด้านบุคลากร และด้านการบริหารจัดการเพื่อการสวัสดิการ ตามแนวทางของผู้บัญชาการทหารเรือข้าราชการหน่วยบัญชาการต่อสู้

อากาศยานและรักษาฝั่ง ได้ร่วมกันดำเนินการพื้นที่หาดเทียนทะเลบริเวณประตูชายทะเล (คลองถูป) จัดเป็น

















การเดินทาง

ไปเที่ยวที่ หาดเทียนทะเล ถ้ามาทางถนนสุขุมวิท พอถึง4 แยกบ้าน กม. 10 ก็ให้เลี้ยวขวาครับ ไปทางสนามบิน อู่ตะเภา นั่นแหละครับขับไปเรื่อย ๆ จะผ่าน สนามบิน ค่ายพระมหาเจษฏาราชเจ้า พอเลยทางเข้าช่องแสมสาร ให้ขับตรงไปอีกประมาณ 500 เมตร พอถึงทางโค้งขึ้น เนินก็ให้ตีไฟเพื่อเตรียมเลี้ยวขวาครับที่หน้า สอ รฟ. ครับแลกบัตรก่อนนะครับ แล้วขับไปสักครู่พอเจอแยกก็ให้เราออกทางเบี่ยงซ้ายครับ ขับไปเรื่อย ๆ ครับจะเจอศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลก็ถึงหาดเทียนทะเล แล้วครับเพราะอยู่ในที่เดี่ยวกันครับ

มุมหนึ่งของหาดเทียนทะเล

หาดเทียนทะเลที่ท่องเที่ยวไทย แนะนำให้มาเที่ยวก็เพราะว่าเด็ก ๆ เมื่อมาเที่ยวที่ หาดเทียนทะเล แล้วยังสามารถ แวะดูการอนุบาลเต่าทะเลของทาง ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์ทะเลได้แบบใกล้ชิดเลยครับหาดเทียนทะเล เหมาะที่จะพาครอบครัวมาพักผ่อนครับนักท่องเที่ยวสามารถ ชมธรรมชาติของ หาดเทียนทะเล ได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่เด็ก ก็สามารถเล่นน้ำทะเลที่ หาดเทียนทะเลพร้อมกับการชม เต่า พันธุ์ต่าง ๆ ได้อย่างไม่น่าเบื่อหาดเทียนทะเล อยู่ในครับรับผิดชอบของกองทัพเรือครับ จึงปลอดภัย ที่ หาดเทียนทะเล ยังมีร้านอาหารของทางราชการที่เตรียมไว้อำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวอาหารที่หาดเทียนทะเล รับรองว่าอร่อยครับ เพราะอาหาร

ที่ทางทหารเรือทำขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดครับ โดยเฉพาะรับประทานอาหารโดยได้บรรยากาศของชายหาดจริง ๆครับมาเที่ยว หาดเทียนทะเล แล้วก็อย่าลืม รักษาความสะอาดด้วยนะครับจะได้ไม่ทำลายความงามของสถานที่ท่องเที่ยวครับแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ใกล้กับหาดเทียนทะเล ก็มีครับเช่น หาดนางรำ นางรอง เข้าไปอยู่เยื้องกับอู่ อรม.หาดน้ำหนาว เข้าทางค่ายพระมหาเจษฏาราชเจ้า,หรือจะไปเที่ยวชมเรือรบหลวง จักรีฯ ก็ได้ครับเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของไทยครับ ,หาดดงตาลก็ได้ครับมาท่องเที่ยวที่หาดเทียนทะเล ได้ทั้งความสุข และ

เด็ก ๆ ยังได้ความรู้กลับไปบอกเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง ถึงความสนุกหลังจากที่ได้มาเที่ยวที่ หาดเทียนทะเล กับครอบครัวในวันหยุดอีกด้วยแล้วท่องเที่ยวไทยจะนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวในไทย

บ้านพักรับรอง หาดเทียนทะเล

บ้านไร่กาแฟ ที่บริเวณหาดเทียนทะเล บริการห้องพักพร้อมเครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำน้ำอุ่น

การเข้าพัก พักได้ 4 คน (เสริมได้ 2 คน) ราคา 1,000 บาทต่อคืน

บ้านพักรับรอง จำนวน 5 หลัง บรรยากาศสวยงามติดชายหาด

การเข้าพัก : พักได้ 2 คน ราคา 800 บาทต่อคืน

ต่อสอบถามสำรองที่พักได้ที่ โทร. 0 3873 8977, 0 3824 5735 - 56 ต่อ 066 - 4007, 066 - 6180

สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของข้าราชการและครอบ

ครัวรวมถึงให้บริการกับประชาชนทั่วไปได้มาพักผ่อนหย่อนใจ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งโดย

เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 - 22.00 น.

หรือโทรติดต่อสอบถามได้ที่ 038_245735 ถึง 60 ต่อ 066-6176


วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2552

เกาะแสมสาร สัตหีบ จังหวัดชลบุรี

เกาะแสมสาร สัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ลักษณะโดยทั่วไป เกาะแสมสารมีลักษณะเป็นรูปทรงยาวรี ขนาดพื้นที่โดยรวมประมาณ 5 ตารางกิโลเมตร ลักษณะดินลูกรังปนหินลูกรัง ภูมิประเทศ

บนเกาะประกอบไปด้วย ภูเขาขนาดใหญ่ 1 ลูก สูงประมาณ 167 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของเกาะและภูเขาขนาดย่อม 1 ลูก สูงประมาณ 159 เมตร อยู่ทางทิศใต้ของ

เกาะและมีเนินขนาดความสูงเล็กน้อยอีกบางส่วน เกาะแสมสารเป็นเกาะหนึ่งที่ขึ้นกับอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี อยู่ทางทิศใต้ของแหลมแสมสาร ออกไปประมาณ

2 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากฝั่งของอำเภอสัตหีบไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 8 กิโลเมตร โดยมีเนื้อที่บนเกาะทั้งหมดจำนวน 2738 ไร่ 3 งาน 36 ตารางวา.

ชายหาดบนเกาะแสมสาร มีชายหาดรวมทั้งสิ้น 5 แห่งได้แก่

หาดเทียน อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะแสมสาร

หาดแหลมฝรั่ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะแสมสาร

หาดเตยและหาดกรวด อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะแสมสาร

หาดลูกลม อยู่ทางด้านทิศเหนือของเกาะแสมสาร

ความสัมพันธ์ของเกาะแสมสารที่มีต่อชุมชน. ในอดีตเกาะแสมสารนั้นมีชุมชนชาวบ้านอาศัยอยู่โดยมีหลักฐานเป็นบ้านเรือน หรือวัดปลูกสร้าง

อยู่บนเกาะแสมสาร และชาวบ้านบนเกาะก็จะมีอาชีพหลักคือการทำประมง แต่ต่อมาเมื่อมีการขอความร่วมมือจากทางราชการเพื่อใช้พื้นที่ของเกาะแสมสาร

เพื่อการอนุรักษ์ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะจึงได้ย้ายถิ่นฐานจากบนเกาะแสมสารขึ้นมาบนฝั่ง ซึ่งปัจจุบันก็คือ " ตำบลแสมสาร " ซึ่งแต่เดิมนั้นก่อนที่จะเป็น

ตำบลแสมสารนั้นในอดีตพื้นที่นี้ก็คือหมู่ 5 ของตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ แต่ต่อมาได้ทำเรื่องของเป็นตำบลเนื่องจากมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นจาก

" หมู่บ้านแสมสาร " ให้เปลี่ยนเป็น " ตำบลแสมสาร " โดยประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังคงประกอบอาชีพประมงเป็นอาชีพหลัก.

และในส่วนของ " เกาะแสมสาร " หลังจากที่กองทัพเรือได้เข้าไปทำการอนุรักษ์แล้วปัจจุบันได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านซึ่งเคยอยู่อาศัยบนเกาะแสมสาร ได้เข้า

ไปเยี่ยมเกาะแสมสารได้ และในช่วงเทศกาลสงกรานต์วันไหลของตำบลแสมสาร จะมีประเพณีฉลองสงกรานต์ของชาวบ้านตำบลแสมสารโดยมีการข้ามเรือ

จากฝั่งไปฉลองและทำบุญที่วัดที่อยู่บนเกาะแสมสาร โดยได้รับความร่วมมือจากกองทัพเรือเป็นอย่างดี คาดว่าต่อไปประเพณีนี้จะได้รับความสนใจจากนัก

ท่องเที่ยวอย่างมากในอนาคต ซึ่งชาวบ้านชุมชนแสมสารเองก็มีความสำคัญกับเกาะแสมสารเพราะลำพังจะพึ่งเพียงกำลังของทหารเรือที่จะดูแลรักษาเกาะ

แสมสารแต่เพียงอย่างเดียวการทำงานคงยากลำบาก แต่หากมีชุมชนเข้ามาร่วมมือช่วยเหลือในการดูแลรักษาและอนุรักษ์ธรรมชาติ ก็จะทำให้เกาะแสม

สารยังคงความอุดมสมบูรณ์ได้ต่อไปในอนาคต และนี่ก็คือสิ่งหนึ่งที่ดีที่เกิดขึ้นในการร่วมมือของราชการและชุมชน ในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไป

ชายหาดบนเกาะแสมสาร..... มีชายหาดรวมทั้งสิ้น 5 แห่งได้แก่
หาดเทียน อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะแสมสาร
หาดแหลมฝรั่ง อยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะแสมสาร
หาดเตยและหาดกรวด อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเกาะแสมสาร
หาดลูกลม อยู่ทางด้านทิศเหนือของเกาะแสมสาร



















ศึกษาธรรมชาติเกาะแสมสาร

ตามรอยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นองค์ประธานในโครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชได้เสด็จทอดพระเนตรการดำเนินงานของโครงการ

เส้นทางของการศึกษาธรรมชาติบนเกาะแสมสาร เพื่อช่วยในการสร้างความรู้ความเข้าใจและจิตสำนึกแก่เยาวชน ตามแนวทางพระราช ดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ตั้งอยู่ริมทะเลบริเวณเขาหมาจอตำบลแสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในจุดที่อยู่ตรงข้ามเกาะแสมสารโดย
มีพื้นที่ประมาณ 16 ไร่ สิ่งก่อสร้างมีลักษณะเป็นอาคารไต่ระดับเขา ถึงยอดเขา เพื่อให้มองเห็นทัศนียภาพมุมกว้างไกล และความลึกของทะเล โดยมุ่งที่จะให้ผู้ชมมองเห็นความงดงามของท้องทะเล แล้วเกิดจินตนาการและความปลื้มปิติในการที่จะรักษาทรัพยากรธรรมชาติไว้ตาม แนวทางพระราชดำริ.

ผู้ที่จะเข้าไปก็ต้องเข้าไปเพื่อการศึกษา โดยจะมีทั้งการศึกษาธรรมชาติบนเกาะ และการศึกษาธรรมชาติในน้ำ โดยจะรับผู้ที่จะเข้าไปเยี่ยมชมครั้งละไม่เกิน 100 คน ถ้าเป็นค่ายเยาวชนก็ไม่ควรเกิน 50 คน เพื่อจะดูแลได้ทั่วถึง

การ เยี่ยมชมธรรมชาติบนเกาะแสมสารจะเปิดให้เข้าแบบเช้าไป-เย็นกลับ จะไม่เปิดให้ค้างคืนโดยเด็ดขาด สนนราคาค่าใช้จ่ายทั้งหมดคนละ 200 บาท โดยจะมีวิทยากร ซึ่งเป็นนักวิชาการ และทหารที่ผ่านการอบรมและทำงานด้านนี้มาโดยตลอดคอยให้ความรู้

นอก จากจะได้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาจากพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯ และได้ชื่นชมกับธรรมชาติที่สวยงามบนเกาะแสมสาร บริเวณใกล้เคียงกันยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ มากมาย เช่น วิหารหลวงพ่อดำ ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนในพื้นที่ให้ความเคารพนับถือมาก









เกาะแสมสาร

เป็นชื่อชุมชนริมทะเลตั้งอยู่ที่ตำบล พลูตาหลวง อำเภอสัตหีบจังหวัดชลบุรี สามารถเดินทาง มาได้ทั้งทางรถไฟ โดยลงที่สถานีพลูตาหลวงแล้วหารถ สองแถว หรืออาศัยรถชาวบ้านต่อเข้าไปช่องแสมสาร หรือทางรถทัวร์สายสัตหีบมาลงที่ท่ารถหน้าวัด หลวงพ่ออี๋ ต่อด้วยรถสองแถวเข้าแสมสารอีก 6 กม. หรือ ถ้าขับรถยนต์มาเองก็มาทางเส้นทาง สาย สุขุมวิท ตรงไป สัตหีบ(สายเก่า)จากกรุงเทพ ระยะทาง ไม่ถึง 200 กม. ใช้เวลาขับสบายๆไม่เกิน 3 ชม. เป็นหมู่บ้านสองหมู่บ้าน เกือบพันหลังคาเรือน ชุมชนแห่งนี้มีที่มาจากการที่ ชาวประมงสมัยก่อนเดินทางทำการประมงแล้วแวะมา หลบพายุที่ช่องแสมสารนี้แล้วต่อมาเมื่อเห็นว่าทำเลบริเวณ นี้ดีชุมชนจึงเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น และอยู่มาจนปัจจุบันนี้


วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

เขาค้อ ทะเลหมอก จ.เพชรบูรณ์

ที่ตั้งเขาค้อทะเลหมอก จังหวัดเพชรบูรณ์
บ้าน สิมารักษ์ เลขที่ 53 หมู่ที่ 3 ตำบลเขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งอยู่ริมทางหลวงแผ่นดิน สาย 2196 (สะเดาะพงศ์-แค้มสน) บริเวณหลัก กม.ที่ 21 จุดชมวิวเหนืออ่างเก็บน้ำรัตนัย สังเกตุเสาโทรศัพท์ขนาดใหญ่ 2 ต้น DTAC GSM
อยู่ห่างจาก ที่ว่าการอำเภอเขาค้อ โรงพยาบาลเขาค้อ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาค้อประมาณ 1 กิโลเมตร

เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ
081-3247291 087-2083926 081-8886927 056-728278(fax)

















การเดินทาง
จาก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ ตามถนนสาย 21 ระยะทางประมาณ(13 กม) ถึงสามแยกนางั่ว ประมาณหลัก กิโลเมตรที่ 222 ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนน สาย 2258 ระยะทางประมาณ 27 กิโลเมตร ถึงสี่แยกสะเดาะพงศ์ ให้เลี้ยวขวา ตามถนนสาย 2196(7 กม) ถึงหลักกิโมเมตรที่ 21 สังเกตุเสาโทรศัพท์ขนาดใหญ่ 2 ต้น ตั้งอยู่ จะเห็นป้ายทางด้านซ้าย "เขาค้อทะเลหมอก" เป็นอันว่าถึงแล้ว
จาก อำเภอเมืองเพชรบูรณ ตามถนนสาย 21 ถึงสี่แยกพ่อขุนผาเมือง ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร (สังเกตุอนุสรณ์สถานพ่อขุนผ่าเมือง) ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสาย 12 ช่วงนี้เป็นช่วงขึ้นเขาข้อทางไม่ชัน สะดวก ถึงสามแยกแคมป์สน ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร ให้เลี้ยวซ้ายตามถนนสาย 2196 เข้าสู่ตัวอำเภอเขาค้อ ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร (หลัก กิโลเมตรที่ 21) ทางด้านขวาเห็นป้าย "เขาค้อทะเลหมอก"
จากจังหวัดพิษณูโลก ตามทางหลวงสาย 12 ถึงสามแยกแคมป์สน อำเภอเขาค้อ หลักกิโลเมตรที่ 234 (ระยะทางประมาณ 120 กิโลเมตร) ให้เลี้ยวขวาตามถนนสาย 2196 เข้าสู่ตัวอำเภอเขาค้อ ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร (หลัก กิโลเมตรที่ 21) ทางด้านขวาเห็นป้าย "เขาค้อทะเลหมอก"


เขาค้อทะเลหมอก เป็นรีสอร์ทที่ให้บริการในด้านที่พัก สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่เรียกว่า สวิทแลนด์เมืองไทย ที่มีความสวยงามของป่าเขา สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าประทับใจมากมาย และสัมผัสอากาศบริสุทธิ์บนพื้นที่สูง สัมผัสไอหนาว และทะเลหมอกอันแสนสวย"ชมทะเลหมอกยามเช้า สัมผัสอากาศหนาวที่สดชื่น" ณ.เขาค้อทะเลหมอก รีสอร์ท



















การบริการของเขา
- มีบ้านพัก จำนวน 10 หลัง
-
มีเต็นท์โดมขนาดใหญ่ 3 ห้องนอน เต้นท์ VIP(อุปกรณ์มี tv )
-
มีเต็นท์ขนาด 2 คน ไว้รองรับนักท่องเที่ยวมาสัมผัสกับทะเลหมอก 100 เต้นท์
-
มีห้องน้ำ 22 ห้อง มีเครื่องทำน้ำอุ่นทุกห้อง สะอาดปลอดภัย
-
สามารถรับนักท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะได้มาณ 300 คน
-
มีบริการอาหาร เครื่องดื่ม ของฝาก ของที่ระลึกเวลาเดินทางกลับบ้าน
-
มี รถสองแถว รับจ้างบริการนำเที่ยว ๆในอำเภอเขาค้อ และ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า และภูทับเบิก, อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว, ทุ่งแสลงหลวง


สินค้ารวม